ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ

ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ

บริการ

ธุรกิจการท่องเที่ยว

จุดแข็งและโอกาส

  1. ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมสำคัญตัวหนึ่งที่กระตุ้นความเจริญของเศรษฐกิจ ที่หลายประเทศรวมทั้งบาห์เรนใช้เป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดให้เกิดการบริโภคและเพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจ ทั้งทางตรง (Direct Contribution) เช่น โรงแรม ตัวแทนการท่องเที่ยว สายการบิน รวมถึงกิจการร้านอาหารและธุรกิจพักผ่อนที่เกิดจากนักท่องเที่ยว และทางอ้อม (Indirect Contribution) เช่น ธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับโรงแรมและร้านอาหาร เช่น บริษัททำความสะอาด รวมถึงธุรกิจการขยายกิจการและการสั่งซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ
  2. ปี ค.ศ. 2013 การท่องเที่ยวทำรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) 3,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 10.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คาดว่าจะเพิ่มเป็นร้อยละ 7.6 ในปี ค.ศ. 2014 และคาดว่าจะมีอัตราการโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติมีมูลค่าสูงขึ้น 14,370 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
  3. ปี ค.ศ. 2013 การลงทุนในธุรกิจการท่องเที่ยว มีมูลค่า 410 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 6.8 ของการลงทุนทั้งหมด และมีแนวโน้วจะปรับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 6.6 ในปี ค.ศ. 2014
  4. ปี ค.ศ. 2013 เกิดการจ้างงานโดยตรงจากธุรกิจนี้ทั้งหมด 30,000 งาน คิดเป็นร้อยละ 4.1 ของการจ้างงานทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 32,000 งาน คิดเป็นร้อยละ 4.2 ของการจ้างงานทั้งหมดในปี ค.ศ. 2014
  5. ปี ค.ศ. 2013 การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งหมดคิดเป็นเงิน 1,772 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะโตอีกร้อยละ 7.4 ในปี ค.ศ. 2014 โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านคน และเป็น 6.8 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า

ลักษณะตลาดและแนวโน้ม

บาห์เรนเป็นประเทศแรกใน GCC ที่พยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ช่วงเวลา 1970 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากการตั้งสายการบินร่วมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (A consortium of Gulf States, GULF Air) ซึ่งปัจจุบันเป็นสายการบินประจำชาติบาห์เรน

รัฐบาลพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยการจัดแข่งรถ Formula 1 ทุกปี และการส่งเสริมความหลากหลายของการแสดงและวัฒนธรรมจากทั่วโลก ในชื่อของ The Spring of Culture

ลักษณะการท่องเที่ยวในบาห์เรนมุ่งเน้นการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเกิดขึ้น 2 ลักษณะ คือ 1.การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวข้างต้น มีจำนวน ประมาณ 30,000 คนต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นลักษณะการท่องเที่ยวแบบพักผ่อนเป็นครอบครัวและการจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า รับประทานอาหาร และ 2.ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เนื่องจากบาห์เรนมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO World Heritage Site เช่น Bahrain Fort


1. การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี คิดเป็นรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยว

แบ่งตามวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวตามรายประเทศในกลุ่ม GCC ดังแสดงข่างล่างนี้

รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวแบ่งตามวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวตามรายประเทศในกลุ่ม GCC
ประเทศ รายได้
(พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ)
ท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน
(ร้อยละ)
ท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ
(ร้อยละ)
คูเวต 5.3 60.1 39.9
โอมาน 3.1 64.8 35.2
กาตาร์ 2.9 78.7 21.3
ซาอุดีอาระเบีย 20 61.4 38.6
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 38.3 77.4 22.6
บาห์เรน 2.4 87.5 12.5
รวมทั้งหมด 72.1 71.6 28.4
ที่มา : WTTC (World Travel and Tourism Council), Alpen Capital


2. การท่องเที่ยวอีกประเภทคือตามฤดูกาล (Seasoning)

ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วงตุลาคม-กลางธันวาคม และกลางมกราคม-เมษายน เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย (ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส) ซึ่งรวมถึงการเดินทางในช่วงวันหยุดของศาสนาอิสลาม เช่น Eid al Adha, Eid al Fitr และ Ashura ซึ่งมักจะเป็นการเดินทางของทั้งครอบครัว การเทียบท่าของเรือสำราญที่สามารถพานักท่องเที่ยวมาได้มากถึง 70,000 คน ในช่วงเวลาปี ค.ศ. 2012- 2013 นอกจากนี้การจัดงานแสดงสินค้า เช่น Jewellery Arabia Fair, The Middle East Oil and Gas Show และ The Autumn Fair ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

บาห์เรนเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความมั่นคง และกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อนักลงทุนจากทั่วโลกที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ชื่อเสียงดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างมากจากผลของความรุนแรงทางการเมืองในปี 2011 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่จับตามองว่ากรุงมานามา จะสามารถแข่งขันกับกรุงโดฮาและนครดูไบในการดึงดูดนักลงทุนเข้าสู่ประเทศเพื่อใช้บริการ ภาคอุตสาหกรรมและการเงินของประเทศบาห์เรนได้หรือไม่ ในขณะที่ตลาดสากลเองก็ยังมีท่าทีระวังที่จะเข้ามาประกอบธุรกรรมในบาห์เรน เช่น การจองที่พักในโรงแรมยังมีอัตราอยู่ที่ร้อยละ 48 ในช่วงเวลา 4 เดือนแรกของปี ค.ศ. 2013 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36 ของช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 2012 แต่ก็ยังไกลจากยอดสูงสุดร้อยละ 59 ที่เคยได้รับในปี 2010 ก่อนการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง แต่ผลการแข่งขัน Formula One Grand Prix เดือน เมษายน ค.ศ. 2013 ก็ไม่ได้ทำให้ธุรกิจส่วนนี้กระเตื้องขึ้นเท่าใดนัก (ข้อมูลจาก Ernst&Young Hotel Benchmark Survey)

แม้ว่าการท่องเที่ยวในบาห์เรนจะชลอตัวลงในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองปี 2011-2012 ในปี ค.ศ. 2013 ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยทำให้ธุรกิจโรงแรมและที่พักมีการขยายจาก 102 โรงแรม มีห้องทั้งหมด 9,578 ห้อง โดยเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว 11 แห่ง และระดับ 4 ดาว 39 แห่ง มีโรงแรมเปิดใหม่เช่น Ramee Grand Hotel และ Rotana โรงแรมที่กำลังจะเปิดใหม่ เช่น Marriott Hotel Le Meridian และ Four Seasons Hotel และรวมถึง Swiss-Belhotel International โรงแรมระดับสี่ดาวที่จะเปิดใน Seef อย่างไรก็ตาม ความต้องการของโรงแรมระดับสามดาวยังมีอยู่มาก เช่น Holiday Inn Express และที่กำลังก่อสร้าง เช่น Ibis Hotel โดยเฉลี่ยอัตราการเข้าพักของโรงแรมอยู่ที่ร้อยละ 30-40 ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

กลุ่มประเทศในเอเซียซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศ GCC ร่วมมือก่อตั้ง Asia Co-operation Dialogue (ACD) โดยการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในกรอบ ACD ในปี ค.ศ. 2013 บาห์เรนได้รับการยอมรับว่าเป็น The First Asian Tourism City ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สามารถรวมความหลากหลายของวัฒนธรรมภายในประเทศกลุ่มเอเซีย (The Intra-Asia Tourism) เข้าไว้ด้วยกัน บาห์เรนได้ดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการออกวีซ่า on arrival เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวประเทศต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 26 ประเทศให้ เป็น 32 ประเทศ


อุปสรรค

  1. การมีอัตราว่างของห้องพักโรงแรมและแฟลตกระจายอยู่ทั่วไป เนื่องจาก over supply ที่เกิดขึ้นในช่วงการรุ่งเรืองของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก่อนปีค.ศ. 2008 ทำให้การทำให้เกิดการแข่งขันเรื่องราคาจนทำให้ผู้ประกอบการยากที่จะสร้างผลกำไรในระยะสั้น
  2. สนามบินของประเทศมีขนาดเล็กและยังไม่ได้รับการพัฒนา ตลอดจนมีการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเชื่อมโยงยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเซีย เช่น สนามบินของนครดูไบ เป็นต้น